รีวิว ยาป้ายปาก แก้ร้อนใน เป็นแผล จะใช้ยาม่วงในตำนาน หรือใช้ยา ยี่ห้อไหนดี

ยาป้ายปาก

ยาป้ายปาก แก้ร้อนใน สำหรับบางคนเรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำตัวกันเลยทีเดียว เพราะหลายๆ คนมักมีอาการร้อนในอยู่บ่อยครั้ง และไม่สามารถหาสาเหตุจากการร้อนในที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากการร้อนใน หรือ การเกิดแผลในปากนั้นมีสาเหตุมากมาย ไปดูกันเลยว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง

แผลในปากเกิดจากอะไร เลือกยาป้ายปากแบบไหนดี

จริงๆแล้วสาเหตุของการเกิดแผลในปากมีมากมายหลายสาเหตุ และการเลือกยาที่จะมาป้ายปากก็แตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุอีกด้วย แต่โดยหลักๆ แล้ว เรามักจะแบ่งออกเป็นแผลที่เกิดจากการติดเชื้อ และไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แล้วเราจะเลือกยาแบบไหนไปดูกันเลย

การเกิดแผลในปาก ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

โดยส่วนใหญ่แล้ว เราก็มักจะเรียกว่า แผลร้อนใน[1] การเกิดแผลลักษณะนี้จะไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ก็แหง่หล่ะ หัวข้อก็บอกอยู่แล้ว แต่มักเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น

  • การดื่มน้ำน้อย
  • การรับประทานอาหารที่ร้อนจัด หรือเย็นจัด
  • การพักผ่อนน้อย
  • การเสียดสีในช่องปากจากการแปรงฟัน เหล็กดัดฟัน รวมถึงอุปกรณ์ทางทันตกรรมต่างๆ เวลาไปทำฟัน
  • กัดปาก หรือกระพุ้งแก้มตัวเอง

สิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะทำให้เกิดแผลในปากได้ โดยที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นการเลือกยาป้ายปาก ก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกยาที่มีตัวยาฆ่าเชื้อเข้ามา

การเกิดแผลในปาก ที่เกิดจากการติดเชื้อ

เชื่อว่า หลายๆ คน อาจจะเคยเป็นตุ้มใสๆ บริเวณริมฝีปาก เวลาพักผ่อนน้อย และชอบกลับมาเป็นอยู่เรื่อยๆ และมักมีอาการเจ็บๆ แสบๆ บริเวณที่เป็น และตุ้มใสๆ ที่ว่านี้จะเป็นประมาณ 1 สัปดาห์แล้วก็หายไป ตามรูปด้านล่าง

ใช่แล้วครับ นั้นคืออาการแสดงที่เกิดจากการติดเชื้อที่ปาก จนทำให้เกิดแผลในปาก หรือบริเวณริมฝีปาก ที่เราเรียกว่า ” โรคเริม “[2] ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่ชื่อว่า Herpe Simplex Virus (HSV) โดยอาการจะหายไปเองประมาณ 7 วัน แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ก็อาจหายช้ากว่านั้นแต่หลายๆ คนเมื่อมีอาการเหล่านี้ ก็มักจะรู้สึกรำคาญ เลยชอบเอามือไปถู หรือจับบริเวณที่เป็นบ่อยๆ หรือบางคนใช้ยาทาปากผิดประเภทมาใช้ ทำให้คราวนี้อาการยิ่งลุกรามติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาอีกตามภาพด้านล่าง

จากภาพที่เห็นคราวนี้ไม่ได้เกิดแค่การติดเชื้อไวรัสเริมแล้ว แต่ยังเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ทำให้ต้องใช้ยาสำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือ ยาปฏิชีวะนะเพิ่มอีก ถึงจะรักษาให้หายได้ ไม่เหมือนกับเชื้อไวรัสเริ่ม ที่สามารถหายได้เอง เพราะฉะนั้น หากเวลาเราเกิดแผลในปาก เราต้องเช็คก่อนว่าแผลที่เกิดขึ้นเป็นแผลชนิดไหน และเลือกใช้ยาอะไรถึงหาย และปลอดภัยกับตัวเราเอง

นอกจากการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียแล้ว ยังสามารถเกิดแผลในปากจากการติดเชื้อราได้อีกด้วย โดยสังเกตได้จากลักษณะแผลจะมีลักษณะเป็นแผล ร่วมกับการมีฝ้าขาวที่ปาก ตามภาพด้านล่าง

กลับสู่สารบัญ

ยาป้ายแผลในปากมีกี่แบบ

ในร้านขายยา เราจะแบ่งยาป้ายปากหลักๆ เป็น 3 แบบ โดยยาแต่ละแบบก็มีข้อควรระวัง ในการใช้กับสาเหตุของการเกิดแผลในปากที่กล่าวไปข้างต้น

ยาป้ายแผลในปาก ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

ปกติยาในกลุ่มนี้จะเป็นที่นิยมกันมากในท้องตลาด และเป็นยาป้ายปากที่คนนิยมใช้มากกว่าแบบอื่นๆ เนื่องจากใช้แล้วรู้สึกว่าแผลหายเร็ว ราคาก็ไม่แพง หาซื้อได้ตามร้านขายยาได้ง่าย โดยตัวยาสำคัญที่เราใช้จะเป็น ตัวยา Triamcinolone acetonide ซึ่งยายอดนิยมในท้องตลาดของยากลุ่มนี้ก็ได้แก่

ยาสมานแผลในปาก ที่ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

สำหรับยาในกลุ่มนี้ จะนิยมใช้กับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือใช้ร่วมกับยาทาฆ่าเชื้อ สำหรับผู้ที่เป็นแผลในช่องปากจากการติดเชื้อมากกว่า โดยส่วนมากจะมีลงตามร้านขายยาอาจจะไม่ทุกร้าน โดยตัวยาสำคัญจะเป็นยาที่ช่วยสมานแผลในช่องปาก ลดการอักเสบของเหงือก รวมถึงบางตัวก็จะมียาชาเฉพาะจุด เพื่อลดอาการเจ็บปาก เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยัง ใช้สำหรับทาลดอาการเจ็บเหงือกเวลาเด็กฟันงอกอีกด้วย

ยาป้ายแผลในปากที่มีส่วนผสมของยาฆ่าเชื้อ

แผลในช่องปากที่เกิดจากการติดเชื้อในช่องปาก โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากการติดเชื้อรา และเชื้อไวรัสในช่องปาก แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย ก็มักจะตามมาด้วยปัญหาฟันพุตามมาด้วย โดยยาทาที่มักนิยมใช้ส่วนใหญ่ที่ใช้ก็จะเป็นตัวยาต้านไวรัส ชื่อ ACICLOVIR[3] หรือยาฆ่าเชื้อรากลุ่ม MICONAZOLE NITRATE โดยยี่ห้อยอดนิยมที่ใช้กันมีดังนี้

จากภาพยา 3 ตัวด้านบนจะเป็นยาที่ใช้สำหรับการเกิดแผลบริเวณปาก ที่เกิดจากการติดเชื้อเริม ที่มีตุ๋มใส จากที่ได้อธิบายไปก่อนหน้า ซึ่งหากนำไปใช้กับแผลในปากที่ไม่ได้เกิดการติดเชื้อ ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร โดยทั้งยาป้ายปากทั้ง 3 ตัวมีตัวยาเดียวกันคือ ACYCLOVIR สามารถใช้แทนกันได้

กลับสู่สารบัญ

ข้อควรระวัง และข้อห้ามใช้ยากลุ่มนี้

  • ไม่ควรใช้ยาในผู้ที่แพ้ยาหรือส่วนผสมในยาเหล่านี้
  • สำหรับแผลที่ปาก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม หรือการติดเชื้อรา ที่ช่องปาก จะห้ามใช้ยาป้ายปากกลุ่มที่มีสเตียรอยด์ เนื่องจากยาดังกล่าว จะทำให้แผลในปากไม่หายแล้ว จะยิ่งทำให้การติดเชื้อของแผลที่ปากลุกลามมากขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการเลือกใช้ยาสำหรับคนกลุ่มนี้ เราจะเลือกใช้ยาป้ายที่เป็นยาฆ่าเชื้อที่ปากในกลุ่มนั้นๆ ร่วมกับยาป้ายที่ไม่มีสเตียรอยด์มากกว่า
  • ส่วนแผลร้อนใน หรือแผลที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ สามารถใช้ยากลุ่มนี้ได้ทุกแบบ ยกเว้น ยาทาแผลในปากที่เป็นยาฆ่าเชื้อ เพราะยากลุ่มนี้ใช้รักษาเฉพาะแผลในปากที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น
  • ไม่ควรใช้ยาป้ายที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นวัณโรค
  • ถ้าใช้ยาเหล่านี้แล้วอาการของแผลในปาก ไม่ดีขึ้นใน 7 วัน ควรหยุดใช้ยาและตรวจหาสาเหตุของแผลในปากอีกครั้ง

ยาอื่นๆ ที่ใช้รักษาแผลในปากร่วมกับยาป้าย

หากแผลในปากมีการรุกราม หรือเป็นมากในหลายๆ จุด การใช้เพียงยาป้ายปากอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ ทำให้ต้องใช้ยาอื่นๆร่วมด้วย เช่น ยาปฏิชีวนะ Dicloxacillin[4] สำหรับแผลในปากที่เกิดจากการติดเชื้อ ยาหวานชง ยาขมชง หรือยาน้ำเขากุย[5] สำหรับแผลที่เกิดจากการ้อนในในปาก ถึงจะทำให้อาการแผลในปากหายได้เร็วขึ้น เพราะจุดอ่อนอย่างหนึ่งของการใช้ยาป้ายคือ ยาจะติดอยู่ที่แผลได้ไม่นาน เวลาที่รับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ ก็จะทำให้ยาหลุดออกได้ง่าย และการใช้ยาทาอย่างเดียว ก็จะต้องเสียเวลาป้าย หากมีแผลบริเวณปากหลายๆ จุด รวมถึงป้ายได้ยากบริเวณจุดที่อยู่ลึก

กลับสู่สารบัญ

สรุป

จากบทความด้านบน เราจะเห็นว่า แม้แต่ยาป้ายปากที่เราคิดดูแล้วว่าไม่น่าจะเป็นยาที่ต้องระวังอะไรมากมาย ก็มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องระวังในการใช้เช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนใช้ยาใดๆ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ หรือสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ยา และถ้าทานใดสงสัยก็สามารถสอบถามมาทางเพจของร้านเราได้ แล้วพบกันมั้ยกับสาระความรู้เรื่องยาในบทความหน้า บะบาย

อ่านบทความแล้วมันยังไม่ฟิน

ไปช้อปกันให้จบๆ เลยดีกว่า

แหล่งข้อมูล (REFERENCE)

  1. แผลร้อนใน กวนตัว กวนใจ คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล
  2. โรคเริม ข้อมูลจาก M plus foundation
  3. Aciclovir คือยาอะไร จาก Wikipedia
  4. Dicloxacillin คือยาอะไร จากกองเภสัชกรรม
  5. ยาน้ำเขากุย กับการใช้ในเด็ก